Get Adobe Flash player

บ้านสิทธิดา ศูนย์พัฒนาเด็กพิการ

บ้านสิทธิดา ศูนย์พัฒนาเด็กพิการ

สถานที่อบรม-สัมมนา

ศูนย์ภาวนา"ทาบอร์" จ.กาญจนบุรี
บ้าน"เย็นเนซาเร็ธ" จ.เพชรบุรี
ค่ายลูกเสือดรุณาเฉลิมพระเกียรติ

สถิติการเยี่ยมชม

01733578
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
300
1331
7798
28784
61178
1733578
Your IP: 54.198.52.82
2018-09-21 03:46

Share this post

Submit to DeliciousSubmit to DiggSubmit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to StumbleuponSubmit to TechnoratiSubmit to TwitterSubmit to LinkedIn

"เมื่อพระเจ้าทรงช่วยเหลือ ข้าพเจ้าไม่ขาดสิ่งใดเลย" คุณพ่อไตรรงค์ มุลตรี
"เมื่อพระเจ้าทรงช่วยเหลือ ข้าพเจ้าไม่ขาดสิ่งใดเลย"

คุณพ่อไตรรงค์ มุลตรี
“ข้าพเจ้าถูกผลักอย่างรุนแรงให้ล้มลง แต่พระยาห์เวห์เสด็จมาช่วยข้าพเจ้า พระยาห์เวห์ทรงเป็นพละกำลังและทรงเป็นบทเพลงของข้าพเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้ช่วยข้าพเจ้าให้รอด”(สดด 118:13-14)
         จำได้ว่ายังติดค้างงานเขียนให้สารสังฆมณฑลอยู่อีกหนึ่งบทความ เพราะเมื่อ 3 ปีที่แล้วก่อนจะได้มีโอกาสมาเรียนวิชาพิธีกรรมที่ประเทศอิตาลี ได้มีโอกาสแบ่งปันประสบการณ์ธรรมทูตที่ประเทศกัมพูชาและสัญญาว่าจะแบ่งปัน“ประสบการณ์ธรรมทูต ตอน 2” แต่ด้วยความที่ยุ่งอยู่กับการเรียน และไม่มีใครทวงถามจึงได้ลืมไป จนกระทั่งบรรณาธิการได้ติดต่อขอให้แบ่งปันประสบการณ์การเรียน และการใช้ชีวิตในประเทศอิตาลีจึงรีบตอบตกลงและถ้าเป็นไปได้จะแบ่งปันสิ่งที่ติดค้างในครั้งต่อไปด้วยเลย

    เวลาที่นึกย้อนกลับไปถึงวันที่ได้เดินทางมาเรียนที่นี่ ดูเหมือนว่าเหตุการณ์เหล่านี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง แต่อันที่จริงแล้ว ผ่านมาถึง 3 ปี 3 เดือน จำได้ถึงความรู้สึกเมื่อรู้ตัวว่าจะถูกส่งมาเรียนวิชาพิธีกรรมที่สถาบันของคณะเบเนดิกตินในสังฆมณฑลปาดัว ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านนักบุญอันตนมาแพร่ธรรมและสิ้นใจที่นี่ มีความตื่นเต้นดีใจ ระคนกับความรู้สึกกลัวลึก ๆ ในใจ ตื่นเต้นดีใจ เพราะเป็นความใฝ่ฝันตั้งแต่สมัยเป็นเณรว่า อยากจะมาเรียนต่อที่ประเทศอิตาลี เพราะถือเป็นศูนย์กลางของพระศาสนจักรสากล ส่วนที่กลัวเพราะรู้ว่าวิชาพิธีกรรมเป็นวิชาที่ยาก แถมยังต้องเรียนภาษาอิตาเลียนและลาติน และโดยส่วนตัวไม่ได้ชอบวิชานี้เลย แต่ที่เลือกเรียนวิชานี้ เพราะเห็นว่าอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับงานแพร่ธรรมในกัมพูชา เนื่องจากยังไม่มีใครจบมาด้านพิธีกรรมโดยตรง อีกสิ่งหนึ่งที่กังวลคือวัยที่กำลังจะเข้าเลขสี่ คงไม่ง่ายนักที่จะมาเรียนรู้ จดจำ และปรับตัวกับสิ่งใหม่ ๆ โดยเฉพาะภาษาและวัฒนธรรมของทางยุโรป ที่แตกต่างจากเอเชียโดยสิ้นเชิงแต่ด้วยความนบนอบจึงได้ตอบรับผู้ใหญ่ของคณะธรรมทูตไทย ซึ่งการมาเรียนครั้งนี้ผมได้รับการการสนับสนุนจากสังฆมณฑลราชบุรี พระสังฆราช บรรดาพี่น้องสงฆ์ และได้ทุนการศึกษาจากสังฆมณทลปาดัว โดยให้พักอยู่ที่วัดนักบุญยุสติน่า มอนเตกัลด้า โดยมีข้อตกลงกับทางสังฆมณฑลปาดัว โดยการเรียนถือเป็นหน้าที่หลัก และการช่วยงานอภิบาลของวัดถือเป็นหน้าที่รอง


    ผมเดินทางจากเมืองไทยมาถึงเวนิส ตอนสายของวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2015 พร้อมด้วยหิมะที่ตกในวันที่มาถึงพอดี เป็นการต้อนรับการมาถึงอย่างหนาวเหน็บมีคุณพ่อซิลวาโน เจ้าอาวาสวัย 72 ปี ขับรถมารับพร้อมกับป้ายชื่อผม คุณพ่อพูดได้หลายภาษา แต่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย!!! โชคดีมีเจ้าหน้าที่ศูนย์สังฆมณฑลที่พูดภาษาอังกฤษได้มาช่วยเป็นล่ามแปลภาษา ปรากฏว่าวัดที่ผมจะต้องใช้ชีวิตอยู่ตลอดการศึกษาที่นี่ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษเลย ผมให้กำลังใจกับตัวเองว่างานนี้คงจะต้องพูดภาษาอิตาเลียนได้เร็วเป็นแน่ แต่ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ภาษาอิตาเลียน แม้จะไม่ยากเหมือนลาตินแต่ก็ยังยากมากสำหรับผม การเรียนภาษาเป็นไปแบบทุลักทุเล มีครูที่เกษียณแล้วมาช่วยสอนสัปดาห์ละสองวัน วันละ 2 ชั่วโมง และก่อนที่จะเปิดเรียนเดือนตุลาคม ผมได้ถูกส่งไปเรียนคอร์สภาษาแบบเข้มข้นที่เวโรน่าพร้อมกับบรรดาพระสงฆ์ นักบวช ที่เข้ามาเรียนในอิตาลีเป็นเวลา 2 เดือน คงไม่ต้องบอกนะครับว่าเวลาเปิดเทอมมา ภาษาอิตาเลียนของผมจะดีขนาดไหน!!!

    นอกจากภาษาอิตาเลียนที่เป็นยาขมแล้ว ยังมีภาษาลาตินที่เป็นยาขมกว่า ต้องเรียนในหลักสูตรอีกหนึ่งปีพร้อมกับวิชาพิธีกรรมด้านต่าง ๆ ความยากลำบากไม่ใช่แค่เรื่องของภาษาเท่านั้น ความยากของวิชาพิธีกรรมที่เรียนด้วย การปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่โดยเฉพาะอากาศที่หนาวเย็น แถมยังมีเรื่องของการเดินทางที่ต้องออกเดินทางจากวัดตั้งแต่ 7 โมงเช้า โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวกับอุณหภูมิที่ติดลบ และต้องปั่นจักรยาน 5 ก.ม. ต่อรถเมล์ 45 นาทีและเดินอีกเกือบ 2 ก.ม. มีบางวันเวลาที่เหนื่อยและท้อแท้ ผมถามตัวเองว่าแล้วจะมาทนลำบากอยู่ทำไม ?   ชีวิตธรรมทูตที่เขมรยังไม่ลำบากขนาดนี้เลย บางวันเหนื่อยกับการเดินทางและการเรียนจนหมดแรงและกำลังใจ

    แต่แล้วผมก็ได้ยินเสียงของคุณพ่อท่านหนึ่งที่เตือนผมว่า “พ่อต้องคิดอยู่เสมอว่า การมาเรียนที่นี่เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเองแต่ทำเพื่อพระศาสนจักรที่เราจะกลับไปรับใช้ คำเตือนนี้เป็นเสมือนกำลังใจและคำตอบให้ผมว่าสิ่งที่กำลังทำนี้ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อรับใช้เพื่อนพี่น้อง

    มีอยู่ครั้งหนึ่งมีโอกาสเล่าให้พระคุณเจ้าปัญญาฟังถึงความยากลำบากของผม พระคุณเจ้าบอกว่า “ถ้าไม่ไหวก็กลับบ้านเรา” ได้ฟังอย่างนี้แล้วใจผมชื่นขึ้นมาทันทีและรู้เลยว่าจะยอมแพ้ง่าย ๆ ไม่ได้ จึงได้บอกกับพระคุณเจ้าว่าผมขอลองสู้อีกสักยกหนึ่ง

    สำหรับการเรียนในห้องเรียน ฟังรู้เรื่องแค่ 50-60 เปอร์เซนต์ผมต้องอาศัยขอเลคเชอร์ของเพื่อนชาวอิตาเลียนมานั่งแปลและอ่านทำความเข้าใจ และบันทึกเสียงของอาจารย์ทุกครั้งทุกวิชาเพื่อมาฟังซ้ำ ๆ นอกจากนี้ในวันที่ไม่มีเรียนจะต้องนั่งเรียนเอง ใน 1 วัน ใช้สูตร 3-3-3 คือ เช้าเรียน 3 ชั่วโมง บ่าย 3 และหลังอาหารค่ำอีก 3 ชั่วโมงยิ่งช่วงสอบไม่ต้องพูดถึง ท่องตำรากันจนจิตตกเลยก็ว่าได้ ไม่แน่ใจว่า นี่อาจเป็นการใช้โทษบาปที่ดีที่สุด เพราะยากลำบากเหลือเกิน ผมต้องเรียนทั้งหมด 29 วิชา ภายใน 2 ปี หมายถึงต้องสอบทั้งหมด 29 ครั้ง


    นอกจากการเรียนแล้วนักเรียนทุนยังมีหน้าที่ช่วยงานอภิบาลเสมือนเป็นปลัดคนหนึ่ง คือ ช่วยทำมิสซาวันธรรมดาและวันอาทิตย์ ฟังแก้บาป ส่งศีลและงานจิปาถะตามแต่เจ้าวัดจะมอบหมาย จำได้ว่า ปีแรกภาษาก็ยังไม่ดี (อันที่จริงผ่านมา 3 ปีแล้วก็ยังไม่ดีหรอกครับ) แต่ต้องทำมิสซาวันอาทิตย์ถึง 3 รอบเพราะมีวัดใกล้ ๆ ยังไม่มีพระสงฆ์มาประจำ ยิ่งช่วงงานเทศกาลไม่ว่าจะเป็นคริสต์มาสหรือปัสกา ต้องนั่งฟังแก้บาปถึงวันละ 7-8 ชั่วโมง รู้เลยว่าทำไมนักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเน และ คุณพ่อปีโอถึงได้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์

    ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ไม่ได้ต้องการบ่นถึงความยากลำบากให้ผู้อ่านเห็นใจผมนะครับ แต่อยากจะแบ่งปันให้เห็นความอัศจรรย์ในความรักของพระเจ้าที่มีต่อตัวผม ยิ่งลำบากพระเจ้ายิ่งอยู่ใกล้เรา ผมรู้และเข้าใจเลยว่าพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่และทุกสิ่งเป็นไปได้สำหรับพระองค์ ที่ผ่านมาได้ก็เพราะความช่วยเหลือและความเมตตาจากพระองค์ทั้งสิ้น เพราะถ้าทำด้วยแรงของตัวเราเองแล้ว ป่านนี้คงกลับบ้านไปนานแล้ว สิ่งที่ผมได้รับจึงไม่ใช่แค่วิชาความรู้ที่มาศึกษาเท่านั้น แต่เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ได้มากกว่าวิชาการด้วยซ้ำ ได้ฝึกฝนความอดทนอย่างมาก ๆ รู้จักที่จะถ่อมตัวและขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ที่สำคัญได้สวดภาวนาและมีความไว้ใจในพระมากขึ้น ความจริงผมยังอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเรียนกำลังเขียนวิทยานิพนธ์ ถ้าทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีปลายปีนี้ก็จะป้องกันวิทยานิพนธ์ ถือเป็นการสิ้นสุดการเรียน และจะได้กลับเมืองไทยอันเป็นที่รักสักที ขอคำภาวนาจากท่านผู้อ่านด้วยนะครับ และหวังว่าจะได้พบกันปลายปีนี้

(จากสารสังฆมณฑลราชบุรี ฉบับที่ 1 เดือนพฤษภาคม - เดือนสิงหาคม 2018 )

สารสังฆมณฑลฉบับล่าสุด

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

บทประจำมิสซา-ordomissae

แผนปฏิบัติงาน 2016-2020

แนะนำเว็บดีดี

 
www.vatican.va
เว็บข่าววาติกัน www.news.va
เว็บไซต์วิทยาลัยแสงธรรม
คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตศาสนธรรมแผนกพระคัมภีร์
logo_litugy
กระบวนการฟื้นฟูศิษย์พระคริสต์
www.popereport.com
DOWNLOAD BIBLE PROGRAM
วิถีชุมชนวัด BEC

แม่พระแบบฉบับและตัวอย่างฯ

 

น้ำดื่มมิสซิอองน์

น้ำดื่ม "มิสซิอองน์" ผลิตโดยศูนย์มิสซังคาทอลิกเขตราชบรี

น.อักแนส เกษตรอินทรีย์

อักแนสเกษตรอันทรีย์